วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

กำเนิดและลักษณะเชิงจักรวาลแห่งพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "โอม"

มันตระของตันตระได้รับอิทธิพลโดยตรงจากพราหมณ์ยุคอุปนิษัท คำว่า "โอม"(OM, หรือ AUM) ประกอบด้วยอักษร ๓ ตัว คือ "อ(A), อุ(U), ม(M)" "อ(A)" คือพระพรหมผู้สร้าง "อุ(U)" คือพระวิษณุผู้รักษา "ม(M)" คือพระศิวะผู้ทำลาย พราหมณ์ทุกคนตื่นขึ้นมาตอนเช้า ต้องกล่าวคำว่า "โอม" เพื่อจุดประสงค์ ๒ อย่าง คือ นอบน้อมตรีมูรติ ซึ่งเป็นธรรมชาติสูงสุด และสร้างความสมบูรณ์สูงสุดให้เกิดมีขึ้นในตัวเอง

ความสำคัญของพยางค์ "โอม" เห็นได้จากข้อความต่อไปนี้

แก่นของสรรพสิ่งคือดิน

แก่นของดินคือน้ำ

แก่นของน้ำคือพืช

แก่นของพืชคือมนุษย์

แก่นของมนุษย์คือคำพูด

แก่นของคำพูดคือฤคเวท

แก่นของฤคเวทคือสามเวท

แก่นของสามเวทคือุทคีตะ(ซึ่งก็คือ โอม)

อุทคีตะคือสุดยอดของแก่นทั้งมวล นับเป็นแก่นสูงสุด

สมควรได้รับฐานะสูงสุด คือ ฐานะที่ ๘

ดินและน้ำรวมเป็นหนึ่งถ่ายพลังไปสู่พืช จากพืชไปสู่มนุษย์ พลังมนุษย์ถูกรวมไปอยู่ที่จิตและถ่ายทอดออกมาในรูปของคำพูด ซึ่งทำให้มนุษย์แตกต่างจากสรรพสัตว์ "โอม" คือ พีชะ มันตระของจักรวาล เป็นพลังจักรวาลแห่งจิตที่ครอบคลุมทุกสิ่ง เป็นเครื่องมือก้าวไปสู่ความหลุดพ้น เหมือนแมลงมุมขยุ้มไต่ไปตามข่ายใยของตน เพื่อไปสู่ความเป็นอิสระ

จักรวาลวิถีกับการสร้างคุณค่าใหม่แก่พยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "โอม"

จักรวาลวิถีแยกไม่ออกจากปัจเจกวิถี มนุษย์จะมีเจตนาที่จะเชื่อมโยงตนกับจักรวาลหรือไม่ก็ตาม สายสัมพันธ์ก็ยังเชื่อมโยงอยู่อย่างนั้น ความรุ่งเรืองของปัจเจกชนย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาที่จะเชื่อมโยงตนกับจักรวาล

"โอม" ไม่ใช่สิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่เป็นพื้นฐาน อยู่ในฐานะเป็นจุดเริ่มต้นในโพธิสัตตวมรรคา กล่าวคือ อยู่ในจุดเริ่มต้นของเกือบจะทุกมันตระ ทุกรูปแบบของการบูชา กรรมฐานทุกประเภท "โอม" เป็นจุดที่อุปนิษัทสิ้นสุดแต่เป็นจุดที่พุทธวิถีเริ่มต้น แต่พุทธวิถีไม่ได้สิ้นสุดที่นี่

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือการเพ่งพิจารณากระบวนการทำงานของรูปนาม เป็นเรื่องภายในตัวตน เพ่งเข้าด้านใน "โอม" มีสายสัมพันธ์โดยตรงกับร่างกายของมนุษย์ "อ(A)" คือส่วนหัวทั้งหมดมาถึงลำคอ "อุ(U)" คือส่วนลำตัวทั้งหมดถึงบริเวณสะดือ "ม(M)" คือส่วนตั้งแต่ใต้สะดือลงไป ถามว่า "วัตถุประสงค์ของเปล่งพยางค์ โอม คืออะไร ? อะไรคือผลที่เกิดจากการเปล่งพยางค์ โอม ?"

วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนาที่นำเอาสติปัฏฐาน ๔ มาเป็นกรอบก็เพื่อให้เกิด ความเข้าใจในกระบวนการทำงานของรูปนาม ผลที่เกิดขึ้นคือการรู้เท่าทันกระบวนการทำงานของรูปนาม อันจะมีผลสืบเนื่องคือความปล่อยวาง ส่วนวัตถุประสงค์ของการเปล่งพยางค์ "โอม" มี ๒ อย่าง

๑. กระตุ้นประสาทแต่ละส่วนในร่างกายให้ทำงานประสานกัน เพื่อผลในขั้นต่อไปคือเอกภาพ ความแน่วแน่รวมเป็นหนึ่งของประสาทแต่ละส่วน สามารถนำไปเชื่อมโยงกับตรีมูรติได้

๒. กระตุ้นประสาทแต่ละส่วนให้ทำงานอยู่เสมอ เพื่อให้ปรากฏภาพชัดเจน ทำให้โยคีกำหนดพิจารณากระบวนการทำงานของประสาทได้ง่าย

ผลที่เกิดขึ้นจากการเปล่งพยางค์ โอม คือ ความประสานกลมกลืนของประสาทแต่ละส่วน และโยคีจะรู้สึกได้เกี่ยวกับกระบวนการทำงานของประสาทตลอดเวลา การสร้างคุณค่าใหม่แก่พยางค์ โอม คือ การเปิดมิติแห่งปัจเจกชนรับมิติแห่งจักรวาล คุณค่าใหม่อยู่ที่การเชื่อมติดกันระหว่างมิติแห่งปัจเจกชนกับมิติแห่งจักรวาล

ความหมายและความสำคัญของพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "มณี"

: มรรคาแห่งสหภาวะและอัชฌัตติกสมบัติ

"มณี" คือแก้วมณี, มุ่งถึงเพชร ซึ่งหมายถึงภาวะแห่งปัญญาที่กล้าแกร่ง อันเกิดจากพลังจิต หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังจิตสูงส่ง พระพุทธศาสนามหายานในอินเดียใช้คำนี้แทนพระสูตรมหายานกลุ่มปรัชญาปารมิตา "ความรู้กล้าแกร่งดังเพชร ตัดทำลายกิเลสให้สูญสิ้น"

"มณี" หรือวัชระ ในที่นี้ มุ่งถึงวิญญาณขันธ์ ในส่วนที่เป็นมนัส(หรือกลิษฏมโนวิชญาณ หรือกิลิฏฐมโนวิญญาณ) การเปล่งพยางค์ มณี คือการกระตุ้นกระบวนการทำงานของมนัสระหว่างโลกแห่งปรากฏการณ์กับโลกแห่งจิต แสดงภาพออกมาเป็น "คทาเพชร" ๓ ส่วน ซึ่งหมายถึง (๑) โลกแห่งปรากฏการณ์ (๒) โลกของมนัสเอง (๓) โลกแห่งจิต(อาลยวิชญาณ)

ส่วนที่ ๓ คือโลกแห่งจิต อยู่ตรงกลาง หมายถึง "พีชะ" หรือเชื้อแห่งจักรวาล เป็นรูปจุดหรือหยดเล็ก มีภาพขดก้นหอยแสดงถึงพลังที่ออกมาจากอายตนะซึ่งอยู่ตรงกลางนี้ จาก ส่วนที่ ๓ นี้ทำให้เกิดส่วนที่ ๑ และ ๒ อยู่ในขั้วทั้ง ๒ เป็นรูปดอกบัวบาน หมายถึงขั้วของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด จากจุดนี้ อวกาศถือกำเนิดขึ้น กล่าวคือ โลกทั้ง ๓ ทิศทั้ง ๔ มีขุนเขาสุเมรุเป็นแกนกลาง

การแผ่ขยายพื้นที่ออกไปนี้ แสดงถึงขันธ์ ๕ ที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต แต่ละขันธ์มีส่วนในการตรัสรู้เหมือนกันทั้งหมด เพราะแต่ละขันธ์มีพระธยานีพุทธะ(ฌานีพุทธะ)ประจำอยู่ ในพระธยานีพุทธะแต่ละองค์ โพธิจิตย่อมแตกต่างกัน เหมือนกับรังษีที่แผ่ออกจากวัตถุรูปทรง ๕ เหลี่ยม

ความหมายและความสำคัญของพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "ปัทเม หรือปัทมะ"

"ปัทมะ" แปลว่า ดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเบ่งบานแห่งจิตและความบริสุทธิ์ที่คงทนอยู่ในท่ามกลางความไม่บริสุทธิ์ เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อแรกประสูติเสด็จดำเนิน ๗ ก้าว มีดอกบัว ๗ ดอกผุดขึ้นรองรับพระบาท แสดงถึงความบริสุทธิ์ภายในองค์ของเจ้าชายเองและความบริสุทธิ์ของโลกที่อยู่รวมกันกับสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหลาย

พระธยานีพุทธะ(ฌานีพุทธะ) นั่งเข้าฌานบนดอกบัวที่เบ่งบานเต็มที่ แสดงถึงการเปิดจิต(จิตฺตสฺส วินีวรณํ)รับโลกภายนอก หันหน้าเข้าสู้สถานการณ์ของโลก นัยดั้งเดิมของสัญลักษณ์ดอกบัวคือ ดอกบัวเกิดจากโคลนตมผุดขึ้นสู่พื้นผิวน้ำ แย้มบานเมื่อขึ้นอยู่เหนือผิวน้ำแล้ว และเมื่อแย้มบานแล้วก็ยังคงไม่แปดเปื้อนด้วยดินและน้ำ จิตก็เหมือนกัน เกิดในร่างกายมนุษย์ แสดงคุณสมบัติแท้จริงของจิตออกมา เมื่ออยู่เหนือกิเลสและอวิชชาแล้ว และเปลี่ยนพลังฝ่ายมืดให้เข้าไปสู่ส่วนลึกของพลังบริสุทธิ์แห่ง โพธิจิต กล่าวคือแก้วมณีที่ประมาณมิได้ ปรากฏอยู่ในดอกบัว พระอริยะแม้จะอยู่เหนือโลกและก้าวพ้นไปจากโลก แต่รากฐานของท่านยังคงประดิษฐานใน พื้นโลก

เชื้อแห่งโพธิปรากฏอยู่ในโลกนี้ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในอดีตฉันใด ในปัจจุบันก็จะเสด็จอุบัติฉันนั้น แม้ในอนาคตก็จะเสด็จอุบัติอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ต่างมีสายสัมพันธ์กันอย่างไม่มีจุดจบ

"ยันตระ" ในวัฒนธรรมทิเบต หมายถึงมณฑล นั่นคือการจัดระบบสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นฐานแห่งความเห็นแจ้ง มณฑลนี้แสดงออกมาเป็นรูปดอกบัว ๔ กลีบ ๘ กลีบ หรือ ๑๖ กลีบ ซึ่งทำให้เกิดจุดเริ่มต้นแห่งการบำเพ็ญฌาน

ความหมายและความสำคัญของพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "หูม"

"หูม" เป็นพีชะ - พยางค์ (Seed - Syllable) ประกอบด้วย ห (H), อู (U) และ อัม (M) เป็นเสียงแห่งลมปราณ เป็นแก่นแท้ของชีวิต เป็นพลังชีวิตอันละเอียดที่ไหลเข้าและออก ครอบคลุมสรรพสิ่ง แท้ที่จริงแล้ว "หูม" ก็คืออาตมันที่อยู่ในภาวะดั้งเดิม หูม แสดงถึงจิตใจที่ปลอดจากธรรมารมณ์หรือสิ่งที่รับเข้ามาในจิตใจ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปล่งเสียง "หูม" พร้อมกับมีลมพ่นออกทางจมูกและปาก ลมปราณนี่แหละหมายถึงทุกอย่างของชีวิต ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลมถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพของลมปราณ คุณสมบัติเชิงพลวัตทั้งหมด สรรพสิ่งที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนรูปร่าง ย่อมเปิดเผยให้เห็นสภาพของลมปราณ กระบวนการทั้งหมดทั้งทางกายและจิต พลังทั้งหมดทั้งทางกายและจิต เริ่มจากการทำหน้าที่ของลมปราณและการทำหน้าที่ของระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบประสาท จนถึงการทำหน้าที่ของวิญญาณ การทำหน้าที่ทางจิต และการทำหน้าที่ทางจิตชั้นสูง ล้วนเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพของลมปราณ และลมปราณเกิดจากการเปล่งเสียงว่า "หูม"๒๐

ประเด็นที่น่าสังเกต คือความสัมพันธ์ระหว่างพยางค์ "โอม" กับพยางค์ "หูม" คำว่า "โอม" คือสภาพที่มุ่งขึ้นไปสู่สากลภาวะ คำว่า "หูม" คือสภาพแห่งสากลภาวะที่ดิ่งลงไปในส่วนลึกแห่งจิตใจมนุษย์

"โอม" เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ "หูม" เปรียบเหมือนพื้นดิน(หรือฟ้ากับดิน) แสงอาทิตย์ต้องส่องลงมายังพื้นดินโดยไม่ต้องสงสัย "โอม" เป็นสภาพอนันต์ "หูม" เป็นสภาพอนันต์ที่อยู่ในสภาพอันต์ การที่จะก้าวถึงและเข้าใจ "หูม" จะต้องผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับ "โอม" ก่อน "โอม" คือจุดเริ่มต้นในขณะที่ "หูม" คือจุดสุดท้าย ใน "โอม" เราสละตัวเองออก มา ใน "หูม" เราให้ตัวเราเอง "โอม" คือประตูแห่งความรู้ "หูม" คือประตูแห่งการตรัสรู้โพธิญาณ

พยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "หูม" กับปัญญา ๕ ประเภท

ประเด็นที่น่าสังเกตต่อมาก็คือ ความสอดคล้องต้องกันระหว่างส่วนประกอบของ "หูม" กับญาณของพระธยานีพุทธะ

(๑) สระ "อู" ซึ่งเป็นส่วนประกอบด้านล่าง สอดคล้องกับสรรพสิทธิญาณของพระ อโมฆสิทธิ หมายถึงญาณที่ทำให้งานทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไป

(๒) พยัญชนะ "ห" แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ

๒.๑ ร่างของ "ห" สอดคล้องกับปริจเฉทญาณของพระอมิตาภะ

๒.๒ หัวของ "ห" สอดคล้องกับสมตาญาณของพระรัตนสัมภวะ

(๓) ส่วนที่เป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว(เมื่อเขียนคำว่า 'หูม' ด้วยสัญลักษณ์แบบทิเบต จะมีส่วนหนึ่งเหมือนรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว เป็นฐานของหยดนิคคหิต) สอดคล้องกับอาทาสญาณของพระอักโษภยะ

(๔) เสียงนาสิก "อัม(หรือ ม)" สอดคล้องกับธรรมธาตุญาณของพระไวโรจนะ

นอกจากนี้ "หูม" ยังมีความเกี่ยวเนื่องกับสีต่าง ๆ กล่าวคือ "หูม" เปล่งรัศมีสีน้ำเงิน เขียว แดง และเหลือง ซึ่งรัศมีเหล่านี้ถูกเปล่งออกมาจากหน้า ๔ ด้านของศูนยเทพ ผู้เป็นร่างทรงของมหาสุขะ(Supreme Bliss) และในร่างนี้เองเป็นจุดหลอมละลายพยางค์ "หูม"

ผู้ปฏิบัติโยคะต้องผสานสัญลักษณ์แห่งมันตระเข้ากับกายและจิตของตน ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการย้อนกระบวนการแห่งโยคะพร้อมกับละลายสัญลักษณ์สระ "อู" โดยให้จมลงไปในร่างของ "ห" ให้ร่างของ "ห" จมลงไปในหัวของ "ห" และให้หัวของ "ห" จมลงไปในสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ให้สัญลักษณ์รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวจมลงไปในสัญลักษณ์ "นิคคหิต" และในที่สุด ให้สัญลักษณ์ "นิคคหิต" ละลายหายเข้าไปในศูนยากาศ จนกระทั่งปรากฏอยู่ในความเงียบ

จุดหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติ

จริยศาสตร์พื้นฐานของพระพุทธศาสนาแบบทิเบต เริ่มต้นด้วยบุพพกิจ คือ (๑) กราบด้วยอัฏฐางคประดิษฐ์แสนครั้ง (๒) สวดมนต์นอบน้อมพระโพธิสัตว์แสนครั้ง (๓) รับไตรสรณคมน์แสนครั้ง (๔) บูชาเทพยดาแสนครั้ง และ(๕)สวดมนต์ด้วยนัยลึกลับตามที่ลามะสั่งสอนแสนครั้ง รวมเรียกว่า "บุพพกิจห้าแสน"

วัตถุประสงค์ของการทำบุพพกิจห้าแสนก็เพื่อสร้างศรัทธาปสาทะให้มั่นคงในหลักปฏิบัติ ต่อจากนั้นจะได้รับอภิเษกจากอาจารย์ให้เข้าสู่ดวงมณฑล นั่นคือการเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ธยานีพุทธะซึ่งมีฐานะเป็นองค์เทพ แต่ละส่วนของมณฑลมีองค์เทพครอบครองอยู่ ศิษย์ผู้บำเพ็ญเพ่งพิจารณาองค์เทพในมณฑล ยึดเอาเป็นกสิณ เพ่งจากวงนอกเข้าไปสู่วงในสุด ซึ่งเป็นที่สถิตขององค์มหาเทพ(พระไวโรจนะ = โอม) เพ่งจนกระแสจิตดิ่งเป็นจุดเดียวเหลืออยู่ จนกระทั่งองค์มหาเทพสูญไป กลายเป็นศูนยตา

วัชระ สหชะ และศูนยตา

"วัชระ" แปลว่า เพชร เป็นคำที่ใช้เรียกอันติมสัจจะ(Ultimate Reality) ที่มีลักษณะเหมือนเพชร ไม่มีใครแบ่งแยกได้ อาจวิเคราะห์ได้ว่า "วัชระกับศูนยตา" มีลักษณะ เหมือนกันบรรดาสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ความว่าง(ศูนยตา)เท่านั้นมั่นคง แบ่งแยกไม่ได้ เผาทำลายไม่ได้ ลักษณะอย่างนี้เหมือนกับวัชระ

การบรรลุวัชระก็คือการบรรลุธรรมชาติอันเป็นศูนยะแห่งสิ่งทั้งปวง เป็นสภาวะอยู่เหนือทวิภาวะ อยู่เหนือความแตกต่างระหว่างจิตซึ่งเป็นผู้รับรู้กับวัตถุซึ่งถูกรับรู้ "วัชระ" คือ "มณี" ในมันตระ หมายถึงวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นฐานแห่งปรากฏการณ์ทั้งปวง

"วัชรภาวะ" สร้างวัชรกายซึ่งเป็นกายที่ ๔ นอกเหนือจากนิรมาณกาย สัมโภคกาย และธรรมกาย เป็นที่รวมของศูนยตาและกรุณา รวมทั้งวิญญาณบริสุทธิ์ กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า "ปรัชโยบายกับวิญญาณบริสุทธิ์"

"สหชะ" แปลว่า เกิดร่วมกัน หมายถึงการเกิดร่วมกันแห่งปรัชญากับกรุณา การคลุกเคล้ากันระหว่างปรัชญากับกรุณา เป็นจุดที่ลักษณะแห่งจิตที่เป็นบวกและลบถูกกำจัดทิ้งไป จิตบริสุทธิ์ปลอดจากความเป็นและความไม่เป็น

มหาสุขะ

นิพพานเป็นอันติมสัจจะ เป็นบรมสุขและวิมุตติสุข รวมเรียกว่า "มหาสุขะ" ภาพที่แสดงผู้บรรลุนิพพานจึงอยู่ในลักษณะเป็นสุข เช่น ภาพวาราหีเทพี(ศูนยตา)อยู่ในอ้อมกอดมหาเสาขยะ เทพีไนราตมะอยู่ในอ้อมกอดของเหรุกะ

มหาสุขะเป็นภาพแห่งนิพพานในด้านที่เป็นผล เกิดจากการละลายโลกิยสุขทุกประเภทเข้ากับโลกุตตรสุข ทำลายมิติที่ขวางกั้นระหว่างสังสารวัฏกับนิพพาน อยู่เหนือสิ่งทั้งปวง เหนือห้วงแห่งความคิดปรุงแต่งทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ไม่สามารถบรรยายด้วยภาษาคน แต่เป็นสิ่งประจักษ์แจ้งเฉพาะตัว

ในภาวะแห่งมหาสุขะ แม้จะเป็นจุดที่กำจัดความคิดแบ่งแยก ไม่มีความคิดเชิงลบและบวก แต่พลังแห่งปรัชญากับกรุณา หรือพลังลบกับพลังบวก หรือพลังหญิงกับพลังบุรุษยังคงทำงานอยู่ เป็นแต่ทำงานด้วยความกลมกลืนเท่านั้น

อัทวยะ
แนวคิดที่ว่า "วัตถุกับจิต หรือรูปกับนาม" แยกส่วนกัน แม้จะมีความสัมพันธ์กัน แต่ก็แยกส่วนกัน โลกแห่งวัตถุถือเป็นพลังชั่วร้าย การบำเพ็ญธรรมจึงมีเป้าหมายที่จะปลดปล่อยจิตจากการยึดมั่นถือมั่นวัตถุ แนวคิดนี้ไม่ถูกต้อง

ความดีกับความชั่วไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงรูปแบบที่ผิดปกติของลักษณะดั้งเดิมของจิต ความถูกหรือผิดไม่ได้อยู่ในวัตถุภายนอก แต่อยู่ที่วิธีการมอง เพราะฉะนั้น เป้าหมายแห่งการบำเพ็ญธรรมจึงอยู่ที่การตัดกระแสท่าทีของจิตต่อโลกภายนอก "อัทวยะหรืออทวิภาวะ" จึงเป็นเป้าหมายแห่งการปฏิบัติ เป็นจุดรวมระหว่างจิตกับวัตถุ เป็นจุดเหนือความดีและความชั่ว

อัทวยะในเชิงอภิปรัชญา หมายถึงจุดหลอมรวมระหว่างล่างกับบน ซ้ายกับขวา หน้ากับหลัง ในเชิงญาณวิทยา หมายถึง จุดหลอมรวมผู้รู้ (จิต) กับสิ่งที่ถูกรู้ (วัตถุ) ในเชิงจริยศาสตร์ หมายถึงจุดหลอมรวมระหว่างกรรมกับผลของกรรม ดังที่มีคำกล่าวเสมอว่า "ทุกข์เท่านั้นมีอยู่ ผู้ประสบทุกข์หามีไม่" สรุปก็คือว่า ในที่สุดแล้ว จะมีเพียงกิริยาเท่านั้นที่เหลืออยู่"

**************************
พลังมนะ

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไสยศาสตร์ เขมร ความเชื่อเหนือกาลเวลา

ไสยศาสตร์อาจารย์แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ ได้แก่ ไสยศาสตร์เพื่อการรักษา เป็นไสยขาว ได้ชื่อเช่นนี้เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน เช่น การสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตารักษาโรค กลุ่มต่อมาคือไสยศาสตร์เพื่อการป้องกัน ได้แก่ คาถาคงกระพันชาตรี ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ สักยันต์เป็นรูปต่างๆ และกลุ่มสุดท้ายคือไสยศาสตร์เพื่อการทำลาย ประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่าไสยศาสตร์ดำหรือมนต์ดำ เนื่องจากมีความชั่วร้ายประกอบอยู่ ลักษณะการใช้ ทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมานหรืออาจถึงเสียชีวิตได้
พลิกดูนิตยสาร 'ปรเจียเปร็ย' ของกัมพูชา เนื้อหาที่นำเสนอนอกจากเรื่องบันเทิง สารคดี สุขภาพ ดวง และกาพย์กลอนแล้ว ยังมีคอลัมน์หนึ่งที่รออ่านได้ทุกฉบับคือ คอลัมน์ 'มนุษย์อัศจรรย์' เป็นสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับหมอไสยศาสตร์ล้วน

เนื้อหาในคอลัมน์ กล่าวถึงหมอผู้มีอาคมแก่กล้า บอกถึงวิธีการรักษา และความเห็นของคนไข้ที่เข้าไปรับการรักษา เป็นต้นว่ามียายท่านหนึ่งที่เขตกำปงชนังเปิดบ้านรักษาคนไข้โดยใช้มีดอาคม คนไข้ที่เข้าไปหาแกต้องมีธูป เทียน น้ำตาล และเงินเล็กน้อยเป็นค่าครู

คอลัมน์นี้ ย่อมเป็นตัวชี้วัดว่า ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งยังเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

ในประเทศไทยเอง ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ยังมีเช่นกัน เห็นได้จากความยิ่งใหญ่ของเณรแอที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังเข้าไปกราบคารวะ แถมยังมีการนำเอาเรื่องราวมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วย นี่ย่อมเป็นเครื่องยืนยันการดำรงอยู่ของไสยศาสตร์ในประเทศไทยเช่นกัน

อาจารย์กังวล คัชชิมา แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยนำเสนอผลงานวิจัยนี้เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ในหัวข้อ 'ไสยศาสตร์เขมร อวิชชาที่ต้องทำความเข้าใจ' ที่ห้อง 413 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ แม้จะเป็นวันเสาร์ แต่ก็น่าแปลกใจ เมื่อพบว่ามีผู้คนก็เข้ามาฟังกันแน่นห้อง ถึงกับต้องเสริมเก้าอี้

จุดประสงค์ของพิธีกรรมนี้ ก็คือ เพื่อปัดเป่าในสิ่งที่ไม่ดีออกไป ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย เหตุการณ์ร้ายที่ไม่คาดฝัน ตลอดจนความไม่สบายใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น การสะเดาะเคราะห์จะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้สะเดาะเคราะห์ หมายถึงผู้เข้าพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อต้องการให้ชีวิตตนเองดีขึ้น แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ และ อาจารย์ อันหมายถึง ผู้จัดแจงและดำเนินการประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่สืบเนื่องกันมา

ประเพณีสะเดาะเคราะห์เชื่อว่าคนที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป ทั้งหญิงหรือชายถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว จึงเริ่มมีเคราะห์ ถ้าอายุต่ำกว่า 21 ปี ถือว่ายังเป็นเด็กและยังไม่มีเคราะห์ การสะเดาะเคราะห์สามารถทำได้ทุกเวลา แต่มีบางคนที่จะไม่ทำในวันที่ถือว่าเป็นวันไม่ดี เช่น วันขึ้นสองค่ำและแรมเจ็ดค่ำ ซึ่งเขมรเรียกว่า วันผีกินคน

ไสยศาสตร์อาจารย์แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ ได้แก่ ไสยศาสตร์เพื่อการรักษา เป็นไสยขาว ได้ชื่อเช่นนี้เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน เช่น การสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตารักษาโรค กลุ่มต่อมาคือไสยศาสตร์เพื่อการป้องกัน ได้แก่ คาถาคงกระพันชาตรี ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ สักยันต์เป็นรูปต่างๆ และกลุ่มสุดท้ายคือไสยศาสตร์เพื่อการทำลาย ประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่าไสยศาสตร์ดำหรือมนต์ดำ เนื่องจากมีความชั่วร้ายประกอบอยู่ ลักษณะการใช้ ทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมานหรืออาจถึงเสียชีวิตได้

ไสยศาสตร์เพื่อการทำลายที่รู้จักกันมาก เช่น เสกหนังวัวหนังควายเข้าท้อง ใช้เสี้ยน เข็ม หรือเข็มหมุดทำอันตราย ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ก็คือ วัวธนู ควายธนู

คำว่า วัวธนู ควายธนู นี้ คนไทยเรียกจนติดปากว่าวัวธนู หรือ ควายธนู เพราะเข้าใจว่าธนูเป็นคำแสดงความสามารถพิเศษของวัวหรือควายอาคม แต่ความจริงแล้ว คำว่าธนูมีความหมายถึงวิธีการทางไสยศาสตร์สองประเภท และมีการทำพิธีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน นั่นคือ แบบหนึ่งใช้วัวอาคม อีกแบบหนึ่งใช้ธนูอาคมในการทำลายคนในเป้าหมาย เขมรเรียกว่า 'โกบา สนาเตะ' หมายถึงวัวตัวผู้หรือวัวพ่อพันธุ์กับหน้าไม้

การใช้วัวอาคมทำร้ายอันตรายคนเป้าหมายนั้น หมออาคมจะใช้ดินเหนียวปั้นรูปวัวตามกรรมวิธีเฉพาะที่ร่ำเรียนมาตามขั้นตอน หมออาคมจะสั่งให้วัวอาคมนั้นไปขวิดเป้าหมาย ถ้าไม่มีอาจารย์ผู้ทรงเวทมนตร์อาคมแก่กล้ากว่ามาช่วยไว้ทัน เชื่อกันว่าคนในเป้าหมายก็จะเสียชีวิตได้

ส่วนในการใช้ธนูอาคมนั้น อาจใช้หน้าไม้แทนกันได้ การประกอบพิธีและเครื่องประกอบพิธีจะมีแบบฉบับของแต่ละสำนัก ส่วนที่มีลักษณะคล้ายกันคือ มักจะปั้นหุ่นคนเป้าหมายด้วยแป้ง หรือวัสดุอื่นๆ ที่อ่อนๆ หมออาคมจะร่ายเวทมนต์เป็นเวลานาน เพื่อจะให้บังเกิดผลที่ตัวเองต้องการมากที่สุด พร้อมกันนั้น ก็มีการอัญเชิญครูบาอาจารย์ให้มาช่วยเหลือในการประกอบพิธีด้วย

เมื่อหมออาคมร่ายมนต์เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว หมอจะเอาลูกศรใส่ที่ธนูหรือหน้าไม้เล็งไปยังหุ่นเป้าหมายนั้น เชื่อกันว่าที่บ้านของคนเป้าหมายจะเกิดมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายเสียงฟ้าผ่า บุคคลเป้าหมายจะรู้สึกเจ็บบริเวณต่างๆ ที่หุ่นนั้นยิง เหมือนถูกยิงด้วยศรจริงๆ

เรื่องไสยศาสตร์ใช่มีแต่เขมรหรือไทยเท่านั้น ซีกโลกตะวันตกอย่างประเทศ 'โตโก' หนึ่งในเจ้าของทีมฟุตบอลที่เข้ารอบฟุตบอลโลก ยังมีหมอผีนั่งบริกรรมคาถาอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้ทีมของตนคว้าชัย

เรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา เป็นเรื่องของแต่ละคน สำหรับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์นี้ แม้ในปัจจุบันความเจริญด้านวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ยังดำรงอยู่

และจะดำรงอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่คนยังมีด้านมืดและด้านสว่าง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
(ไสยศาสตร์ เขมร ความเชื่อเหนือกาลเวลา :http://www.puansanid.com/forums/showthread.php?t=5)
245พลังมนะ

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ฮวงจุ้ย ‘หมาฟู’

ฮวงจุ้ย - เพิ่มพลังอำนาจให้กับ ของคุณ
เบิกเนตรหมาฟู ซึ่งยืนคุ้มกันบ้านของคุณเพื่อให้อาบด้วยพลังชี่แห่งการปกป้องคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวงสวรรค์

ทุกๆ ปีใหม่ ครอบครัวชาวจีนจะบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อขอให้มีสุขภาพดี และขอให้ปีที่เวียนมาถึงนี้เป็นปีที่เต็มไปด้วยความสอดคล้องกลมเกลียว ทั้งในด้านธุรกิจและชีวิตครอบครัว ซึ่งมีแต่ความราบรื่นและปลอดภัย ครอบครัวชาวจีนหลายครอบครัวมีทั้งที่นับถือศาสนาพุทธ หรือไม่ก็ลัทธิเต๋า และคนรุ่นอาวุโสในครอบครัวจะตระหนักดีถึงความสำคัญที่จะต้องให้ความเคารพบูชาพระพุทธเจ้าและเทพเจ้าเต๋า ซึ่งนำมาตั้งไว้เป็นที่สักการะบนแท่นบูชา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมทางจิตวิญญาณในการเตรียมตัวต้อนรับปีใหม่ของชาวจีน

พลังแห่งการปกป้องคุ้มครอง

นอกจากจะเสริมพลังชี่ที่ดีให้กับบ้านแล้ว ยังถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมั่นใจว่าบ้านอาบไปด้วยพลังแห่งการปกป้องคุ้มครองด้วย และจุดนี้เองที่การมีสัตว์คุ้มกันอย่างหมาฟูก่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างยิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยแบบเต๋ามีความเชื่ออย่างแรงกล้าในหมาฟู และยังแนะนำด้วยว่าควรจะทำการแต้มดวงตาสัตว์ผู้พิทักรักษานี้ เพื่อเสริมพลังแห่งการปกป้องคุ้มครองขึ้นมา การแต้มดวงตาของหมาฟูเท่ากับเป็นการอัญเชิญพลังแห่งการปกป้องคุ้มครองให้มาอาบที่รูปสลักหมาฟู
แก่นของพิธีกรรม
พิธีกรรมในการแต้มดวงตาในเชิงสัญลักษณ์แล้วก็คือการอัญเชิญจิตวิญญาณที่ดีงามของหมาฟูจากสวรรค์ให้มาสถิตอยู่ที่ทางเข้าบ้านคุณ เพื่อคุ้มกันบ้านของคุณให้รอดพ้นจากภูตผีปีศาจ ป้องกันมนต์ดำ และขับไล่เจตนาร้ายต่างๆ ที่มุ่งทำร้ายคุณ ทุกๆ วันขณะที่เราทำงานในที่ทำงานหรืออยู่ที่บ้าน เราอาจจะไปล่วงเกินใครเข้าโดยไม่รู้ตัว ทำให้ความขุ่นเคืองโกรธขึ้งต่างๆ พุ่งตรงมาสู่คุณ บางครั้งอาจมีคนพยายามปองร้ายคุณโดยไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากอิจฉาริษยา ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าปีใหม่ที่จะมาถึงจะเป็นปีที่สงบสุขและปราศจากอุปสรรค พิธีกรรมหนึ่งที่หลายครอบครัวถือปฏิบัติกันมากก่อนวันตรุษจีนก็คือ การแต้มดวงตาของหมาฟูที่คุ้มกันบ้านของพวกเขา
การอัญเชิญหมาฟูมาสู่บ้าน
ขั้นแรก ให้หาหมาฟูที่มีลักษณะดุดันมา 1 คู่ ให้เลือกคู่ที่มีขนาดเหมาะสมกับประตูบ้านของคุณ และมีทีท่าและลักษณะที่ตรงใจคุณ คุณควรให้ความสำคัญกับเรื่องสื่อสัมพันธ์ระหว่างคุณกับวัตถุทางฮวงจุ้ยที่คุณนำเข้ามาประดับบ้านของคุณเสมอ เลือกหมาฟูที่เป็นโลหะ (ทองเหลือง) ถ้าประตูหลักของคุณหันไปทางทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศเหนือ เลือกแบบที่แกะสลักจากไม้ถ้าประตูบ้านของคุณหันไปทางทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือทิศใต้ และเลือกหมาฟูที่เป็นหินหรือหินอ่อน ถ้าประตูบ้านคุณหันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เมื่อคุณเลือกซื้อหมาฟูสำหรับบ้านของคุณ ให้ใส่ใจที่ความรู้สึกของคุณไว้มากๆ เมื่อคุณรู้สึกถูกชะตากับหมาฟูคู่ใดในร้าน ก็ให้อัญเชิญคู่นั้นเข้ามาไว้ในบ้านของคุณ และจะเป็นการดีถ้าคุณจะเลือกซื้อหมาฟูจากร้านค้าที่มีพลังแรงและมีชีวิตชีวา อย่าอัญเชิญหมาฟูคู่ที่ดูอมทุกข์ และไม่มีความสุขเป็นอันขาด
การจัดวางตำแหน่งของหมาฟู
วางหมาฟูให้ถูกต้องขนาบประตูบ้านของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องวางหมาฟูอยู่ในตำแหน่งยกระดับ เพราะมันพอใจที่จะนั่งอยู่บนพื้นเช่นกัน แม้ว่าบางครั้งการมีแท่นเล็กๆ ยกหมาฟูให้อยู่สูงจากพื้นดินเล็กน้อยจะเป็นความคิดที่ดีก็ตาม ให้วางหมาฟูตัวผู้ไว้ทางด้านซ้ายมือของประตูหลัก และวางหมาฟูตัวเมียไว้ทางด้านขวามือ (เมื่อมองจากภายในบ้านออกไปข้างนอก) หมาฟูตัวผู้คือตัวที่กำลังเล่นลูกโลกอยู่ในอุ้งเท้า ในขณะที่ตัวเมียกำลังเล่นอยู่กับลูกหมาฟูตัวเล็กๆ
การทำความสะอาดหมาฟู
ขั้นต่อมา ให้เตรียมน้ำสำหรับทำความสะอาด ซึ่งประกอบด้วยใบมะนาวหรือส้มโอ และกลีบดอกไม้สีเหลือง นำน้ำนี้ทำความสะอาดหมาฟูด้วยผ้าเนื้อนุ่มที่สะอาด การทำเช่นนี้ในเชิงสัญลักษณ์สื่อถึงการกำจัดพลังที่ไม่ดีที่อาจยังคั่งค้างอยู่ในตัวหมาฟูออกไป ในบางครั้งอาจารย์เต๋ายังเพิ่มเกลือทะเลธรรมชาติลงไปด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้าง เช็ดหมาฟูจากส่วนหัวลงมาข้างล่าง และเมื่อเช็ดลงมาถึงส่วนบั้นท้าย ให้สะบัดมือเพื่อเป็นการสลัดพลังที่ไม่ดีออกไป
พิธีกรรมแต้มดวงตา
ให้เลือกวันที่มีฤกษ์ดีและเหมาะสมในช่วงระหว่างวันแรกถึงวันที่ 15 ของเดือนตามจันทรคติ ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าหมาฟูผ่านพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในช่วงวันข้างขึ้น และต้องเป็นวันที่ไม่ขัดแย้งกับนักษัตรประจำตัวคุณด้วย
จะดีมากถ้าคุณเชิญอาจารย์เต๋ามาประกอบพิธีกรรมแต้มดวงตานี้ แต่ต้องพึงระลึกไว้ด้วยว่าอาจารย์เต๋าแต่ละคนก็มีระดับอำนาจต่างกัน และแต่ละคนก็ท่องมนตราต่างกันด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่าอาจารย์เต๋าที่เก่งๆ ย่อมดีที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนมาอย่างถูกต้องเหมาะสม และต้องเป็นคนมีคุณธรรมด้วย ดังนั้น สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะพบอาจารย์เต๋าเหล่านี้ก็คือที่วัด
อย่ามอบหมาฟูของคุณให้กับคนที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝน หรือคนที่ไม่มีคุณธรรมเป็นอันขาด เพราะคนเหล่านี้จะถ่ายทอดพลังที่ไม่ดีมาสู่หมาฟูของคุณ เราคงไม่สามารถลงลึกในเรื่องนี้ได้มากพอ แต่หากคุณไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมได้ คุณก็สามารถแต้มดวงตาหมาฟูด้วยตัวคุณเองพอเป็นสัญลักษณ์ได้ ตราบใดที่จิตใจของคุณบริสุทธิ์ และเจตนาของคุณคือต้องการปกป้องคุ้มครองคนในครอบครัว การประกอบพิธีกรรมของคุณก็ถือว่ามีประสิทธิผลเช่นกัน
สีแดง 3 ประเภทสำหรับเบิกเนตร

สีแดงสำหรับแต้มดวงตาหมาฟูมี 3 ประเภท

1. ใช้เลือดจากหงอนไก่หนุ่ม หรือเลือดของคน

2. ใช้หมึกสีแดงสด “ผงแดง จื่อซา”

3. ใช้สีแดงจากกำยานหิมาลายัน หรือสีแดงจากก้านธูปที่ศักดิ์สิทธิ์
สีแดงที่ดีที่สุดคือใช้เลือดของไก่หนุ่มหรือเลือดของคน เพราะสีแดงที่ได้จากเลือดจะเสริมพลังให้กับหมาฟูด้วยพลังชี่แห่งชีวิตที่ยอดเยี่ยมมาก ถ้าคุณใช้เลือดไก่หนุ่ม คุณต้องระวังไม่ทำให้มันตาย เพราะจะถือเป็นโชคร้ายอย่างมากถ้าคุณไปฆ่ามันเข้า แค่เอาเลือดจากหงอนของไก่มาเล็กน้อย และดูให้แน่ใจด้วยว่ามันยังมีชีวิตอยู่ดี อาจารย์เต๋าจะใช้เลือดของตัวเองแต้มดวงตาหมาฟู แต่วิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่ออาจารย์เต๋าเหล่านั้นเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาดีแล้ว ในขณะเดียวกันให้เตรียมริบบิ้นสีแดงที่ผูกติดกับพู่สำหรับผูกรอบคอหมาฟูหลังจากทำการเบิกเนตรหมาฟูแล้ว หากคุณทำการแต้มดวงตาหมาฟูด้วยตัวเอง ให้ใช้ผงสีแดงสดผสมกับน้ำ
การผูกริบบิ้นและพู่
เมื่อทำการแต้มดวงตาแล้ว ให้ผูกริบบิ้นและพู่สีแดงรอบคอหมาฟูเพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงการแสดงความเป็นเจ้าของหมาฟูคุ้มครองคู่นี้ คุณจะต้องเปลี่ยนริบบิ้นแดงนี้ทุกปีในช่วงทำความสะอาดประจำปีก่อนวันตรุษจีน
ใช้ก้านธูปหิมาลายัน หรือก้านธูปไม้จันทน์เสริมพลังให้กับหมาฟูอีกครั้งในวันแรก และวันที่ 15 ในแต่ละเดือนตามจันทรคติ หรือเชิญอาจารย์เต๋ามาตรวจดูหมาฟูของคุณทุกๆ 2 ปี ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครอง มักบอกว่าหมาฟูจะอ่อนกำลังลงหลังจากทำการปกป้องคุ้มครองผู้เป็นเจ้าของจากพลังไม่ดีทั้งหลาย และภูตผีปีศาจไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น หากคุณประกอบพิธีกรรมดังกล่าวด้วยตัวเอง คุณก็สามารถแต้มดวงตาซ้ำอีกได้ด้วยหมึกสีแดงสด
เมื่อปฏิบัติตามธรรมเนียมเหล่านี้แล้ว หมาฟูก็จะสามารถคุ้มกันคนในครอบครัวรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับฮวงจุ้ย สามารถอีเมลเข้ามาได้ที่ nana@wofs.co.th สำหรับผู้อ่านที่มีความสนใจในศาสตร์ฮวงจุ้ย สามารถเข้าร่วม “เวิร์กช็อปอบรมฮวงจุ้ย 1 วันกับมิสไอรีน” หลักสูตรฮวงจุ้ยพื้นฐานสำหรับที่อยู่อาศัย ในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2549 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-254-9918, 02-254-7243, 02-254-9540 หรือสามารถติดตามสาระฮวงจุ้ยจากนิตยสาร Feng Shui World (โลกฮวงจุ้ย) หรือทางเว็บไซต์ www.wofs.co.th พลังมนะ

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หน้าที่ของไสยศาสตร์

อาร์ เพิธ ได้กำหนดหน้าที่ของไสยศาสตร์ไว้ ๓ ประการด้วยกัน คือ
๑. หน้าที่ในการผลิต (productive) หมายถึง การใช้ไสยศาสตร์เพื่อให้เกิดสิ่งที่ตนต้องการ เช่น ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ทำให้ฝนตก ทำให้หญิงสาวรัก เป็นต้น
๒. หน้าที่ในการคุ้มครอง (protective) หมายถึง การใช้อำนาจไสยศาสตร์ในการรักษาสิ่งที่ดีงามไว้ คุ้มครองไว้ เช่น ป้องกันมิให้ตัวบุ้งลงกินพืชพันธุ์ รักษาเสน่ห์ของตนไว้ คุ้มครองในครอบครัวให้ปลอดภัย เป็นต้น
ทั้ง ๒ หน้าที่นี้บางทีก็เรียกว่า ไสยศาสตร์ขาว (white magic)
๓. หน้าที่ในการทำลาย (destructive) หมายถึง การใช้พลังไสยศาสตร์ในการกำจัดสิ่งที่ไม่พึงปราถนา เช่น กำจัดศัตรู กำจัดโรคภัยไข้เจ็บ กำจัดสัตว์ร้าย เป็นต้น
ไสยศาสตร์ที่ทำหน้าที่แบบนี้เรียกว่า ไสยศาสตร์ (black magic)
อ้างอิง:แสง จันทร์งาม.ศาสนศาสตร์ (The Science of Rreligion),พิมพ์ครั้งที่ ๔,กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช,๒๕๔๕.
พระจิตติเทพ ฌานวโร เรียบเรียงรายงาน
พลังมนะ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ไสยศาสตร์ คืออะไร

ตามความหมายที่ให้ไว้ใน Webster Dictionary คำว่า"ไสยศาสตร์" หมายถึง "ศิลปที่อ้างว่าหรือที่คนเชื่อกันว่าสามารถก่อให้เกิดผลที่ต้องการได้ โดยการช่วยเหลือของสัตผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติหรือโดยการควบคุมพลังลึกลับในธรรมชาติ"
"ไสยศาสตร์" หมายถึง การจัดแจงควบคุมอำนาจลึกลับต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตน โดยไม่ต้องเคารพบูชาแต่อย่างใด"
สรุปได้ว่า ไสยศาสตร์ หมายถึง ความเชื่อว่ามีพลังลึกลับอะไรบางอย่างอยู่ในโลกนี้ และมนุษย์สามารถนำเอาพลังนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในทางดีและทางร้าย โดยกรรมวิธีทางไสยศาสตร์
มีนักปราชญ์บางท่านเห็นว่า ไสยศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แฝง (pseuo-science) หรือเป็นวิทยศาสตร์ปฐมกาล (proto science) เป็นความพยายามเบื้องต้นของมนุษย์ที่จะควบคุมพลังธรรมชาติ แต่เนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับความจริงของธรรมชาติ จึงตีความพลังธรรมชาติไปในแนวเหนือธรรมชาติ แล้วควบคุมธรรมชาติโดยวิธีนึกคิดเอาเองแบบง่ายๆ
ไสยศาสตร์ต่างจากศาสนา เพราะศาสนาเชื่อในพลังอำนาจเหนือธรรมชาติที่เป็นบุคคล มนุษย์สามารถติดต่อกับพลังอำนาจนั้นได้ดุจการติดต่อระหว่างบุคคล การติดต่อสังสรรค์จึงเป็นไปในแบบเข้าอกเข้าใจกัน ส่วนพลังอำนาจทางไสยศาสตร์เป็นพลังอบุคคล คนจึงจัดการกับพลังนั้นในฐานะเป็นสิ่งไร้ชีวิตจิตใจ ใช้วิธีการบังคับควบคุม ใช้ความสามารถของมนุษย์ฝ่ายเดียว โดยไม่มีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายพลังนั้นเลย